สรุป อารยธรรมตะวันตก (ยุโรปยุคกลาง) ยุโรปยุคกลาง – Middle Ages / Dark Ages

การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน
ก่อนหน้านี้ โรมในสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินมีอาณาเขตกว้างขวางมาก จนมีการแบ่งการปกครองเป็นสองส่วนตะวันออกกับตะวันตก

learnwithmontina.com แต่แทนที่จะมีการปกครองที่ดีขึ้น ทั้งสองฝั่งกับทำสงครามกันเองเพื่อความเป็นใหญ่

จักรพรรดิ คอนสแตนตินที่ 1 เป็นจักรพรรดิทางด้านตะวันออกที่ทำสงครามชนะ สามารถบุกเข้าโรม รวมอาณาจักรโรมันไว้เป็นหนึ่งเดียว แต่ครั้งนี้เมืองหลวงไม่ได้อยู่ที่โรมเสียแล้ว เนื่องจากว่าคอนสแตนตินเป็นจักรพรรดิด้านตะวันออกก็อยากจะอยู่ที่ด้านตะวันออก เขาจึงย้ายเมืองหลวงไปที่ คอนสแตนติโนเปิล เมืองท่าปากทางเข้าทะเลดำซึ่งก็ตั้งตามชื่อของเขาเอง ซึ่งเดิมชื่อ ไบแซนทิอุม หรือ ไบแซนไทน์ (Byzantium) ปัจจุบันคือ อิสตันบุล (ตุรกี)

ในช่วงวาระสุดท้ายคอนสแตนตินก็หันไปพึ่งศาสนาในขณะที่นอนป่วยอยู่บนเตียง มีเรื่องเล่าว่าครั้งที่คอนแสตนตินจะข้ามแม่น้ำไปยังกรุงโรมในสมัยสงคราม กลางเมืองเขาได้เห็นนิมิตจากสวรรค์ (ชึ่งก็พึ่งจะแปลความหมายออกตอนนอนป่วย) เขาทำให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของจักรวรรดิ ซึ่งกฎหมายของพวกโรมันบังคับให้ประชาชนต้องหันมานับถือ ศาสนาคริสต์จึงแพร่หลายในยุโรป

ค.ศ.476 เผ่าเยอรมันปลดจักรพรรดิองค์สุดท้ายของโรมันตะวันตก ถือเป็นการสิ้นสุดจักรวรรดิโรมัน ดินแดนยุโรปจึงแยกแยกออกเป็นอาณาจักร ชนเผ่าต่าง ๆ เกิดความวุ่นวายทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ชนเผ่าที่สำคัญได้แก่ แฟรงค์ ออสโตรกอธ ลอมบาร์ด แองโกล-แซกซอน เบอร์กันเดียน วิสิกอธ แวนดัล เป็นต้น

ค.ศ.800 พระเจ้าชาร์เลอมาญ ได้รวบรวมดินแดนในยุโรปเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ ได้รับการอภิเษกจากสันตะปาปา ภายใต้ชื่อ “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire)”
หลังสิ้นสมัยพระเจ้าชาร์เลอมาญ ยุโรปถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ต่อมากลายเป็น ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี

ระบบฟิวดัล Feudalism

หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านาย lord กับ ข้า ในเรื่องเกี่ยวกับการหาผลประโยชน์ของที่ดิน เริ่มจากกษัตริย์มอบที่ดินให้ขุนนาง เพื่อตอบแทนความดีความชอบ ขุนนางทำหน้าที่ปกครองผู้คนที่อาศัยอยู่ในที่ดิน และมีพันธะต่อกษัตริย์โดยส่งคนไปช่วยรบ

ลักษณะสำคัญ ของระบบนี้ คือ การจัดสรรที่ดินตามระดับชั้น เป็นทอด ๆ ส่งผลให้เกิดความจงรักภักดีระหว่าง นาย กับ ข้า โดยตรง กษัตริย์จึงไม่มีอำนาจในการควบคุมประชาชนจริง ๆ

การจัดระเบียบที่ดิน โดยขุนนางจะสร้างปราสาท เพื่อเป็นศูนย์กลาง รอบนอกเป็นหมู่บ้าน มีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบครบวงจร ผลิตสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชิวิต รวมถึงการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เหล่านี้ถูกเรียกว่าระบบ “แมเนอร์” (Manor)

คริสตศาสนา

หลังสมัยพระเจ้าคอนสแตนติน ได้ประกาศให้ชาวโรมันนับถือศาสนาคริสต์ คริสตจักร จึงเป็นสถาบันที่พึ่งทางใจและเป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ มีประสิทธิภาพ เป็นระบบระเบียบ และมีความเข้มแข็ง องค์สันตะปาปา เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุด สามารถกำหนดนโยบายทุกอย่าง รวมถึงการเมือง

ในยุคแรก ๆ คริสตจักรร่วมมือกับจักรวรรดิ์ ในการเรื่องการเมืองการปกครอง ทำให้มีอิทธิพลสูงสุด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งภูมิปัญญา ต่าง ๆ

นอกจากนี้ องค์สันตะปาปา ยังมีอำนาจกระทำ “บัพชนียกรรม” บุคคลใดก็ตามที่ต้องสงสัยว่ามีความเห็นขัดแย้ง กระทำการไม่เป็นไปตามคำสั่ง หรือนโยบายของคริสตจักร คือการขับไล่ให้ออกจากศาสนา ซึ่งถือเป็นโทษสูงสุด ทำให้ทุกคนเกรงกลัวการลงโทษ

ค.ศ.955 จักรพรรดิออตโต ที่ 1 ของเยอรมัน สถาปนาเป็น Holy Romans Empire H.R.E. แต่เกิดการขัดแย้งเรื่องอำนาจกับคริสตจักร ส่งผลให้ต่อสู้ชิงอำนาจ และเยอรมันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ทำให้จักรพรรดิองค์ต่อมาต้องขึ้นกับคริสตจักรโดยสิ้นเชิง

ศตวรรษที่ 9-14 ระบบสวามิภักดิ์ พัฒนาสูงสุด ขุนนางท้องถิ่นมีอิทธิพล และอำนาจ สามารถต่อรองกับกษัตริย์ได้ ทำให้เกิดการเมืองแบบหลายศูนย์อำนาจขึ้นทั่วยุโรป

ระหว่างนี้เกิดสงครามครูเสดขึ้น ค.ศ.1095-1291

สงครามครูเสด

สงครามครูเสด (The Crusades) คือ สงครามระหว่างศาสนา ซึ่งอาจหมายถึงสงครามระหว่างชาวคริสต์ต่างนิกายด้วยกันเอง หรือชาวคริสต์กับผู้นับถือศาสนาอื่นก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่มักหมายถึงสงครามครั้งใหญ่ระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์ ในช่วงศตวรรษที่ 11 ถึง 13

ในตอนเริ่มสงครามนั้นชาวมุสลิมปกครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อยู่ ดินแดนแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญของสามศาสนาได้แก่ อิสลาม ยูได และ คริสต์ ในปัจจุบันดินแดนแห่งนี้คือ ประเทศอิสราเอล หรือ ปาเลสไตน์
ค.ศ.1055 เมื่อพวกเซลจูคเติร์กเข้ามายึดครองเมืองแบกแดด พวกสุลต่านไม่ได้ปฏิบัติต่อชาว คริสเตียนเหมือนเช่นเคย พวกคริสเตียนในยุโรปจึงโกรธมาก

ค.ศ.1095 องค์สันตะปาปาออร์บานที่ 2 (Pope Urban II)ได้เรียกประชุมขึ้นที่เคลอร์มองต์ ใน ได้ประกาศให้ทำสงครามครูเสดต่อ “พวกนอกศาสนา” (ซึ่งพวกคริสเตียนในเวลานั้นหมายถึงบรรดามุสลิมีนโดยเฉพาะ)
องค์สันตะปาปาได้ปลุกระดมให้พวกคริสเตียนเข้าร่วมในสงครามครูเสด โดยประกาศว่า

“ผู้ใดถือไม้กางเขนหรือประดับไม้กางเขนเพื่อไปในสงครามครูเสด ย่อมถูกยกเว้นจากการถูกฟ้องร้องเรื่องหนี้สิน ไม่ต้องเสียภาษี และบุคคลภาพผู้นั้นอยู่ในพิทักษ์ของศาสนจักร ถูกไถ่บาปทั้งหมดและจะได้เข้าสวนสวรรค์อันสถาพร”

การเริ่มรณรงค์ดังกล่าวนี้เอง เป็นที่มาของสงครามศาสนา หรือ “สงครามครูเสด”สงครามครูเสดเพื่อยึดครองแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ครั้งแรก

อีกตำนานกล่าวว่า เนื่องจากพวกคริสต์กลุ่มหนึ่งมีความเชื่อกันว่า โลกนี้จะถึงการอวสานเมื่อครบ ค.ศ. 1000 เรียกว่า Millennium และเชื่อว่าพระเยซูพร้อมด้วยสาวกจะเสด็จมาโปรดชาวโลกในวันนั้น

พวกคริสเตียนจำนวนมากจึงได้ละถิ่นฐานบ้านช่องของตนเดินทางไปชุมนุมกันใน ปาเลสไตน์ เพื่อรอวันโลกแตก แต่เมื่อถึง ค.ศ. 1000 โลกไม่ได้อวสานตามที่พวกนี้คิดไว้ ประกอบกับพวกคริสต์จำนวนมากไม่ได้รับการปฏิบัติด้วยดีจากพวกสัลยูก ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจปกครองอยู่ในเวลานั้น

พวกคริสเตียนนี้เมื่อกลับบ้านไปแล้ว(คือทวีปยุโรป) ต่างพกเอาความเคียดแค้น ไปเล่าเรื่องแล้วแต่งเติมสิ่งที่ได้ประสบในปาเลสไตน์ให้พวกคริสเตียนด้วยกันฟัง มีคริสเตียนคนหนึ่ง ชื่อ ปิเตอร์ ได้ฉายาว่า ปิเตอร์ เดอะ เฮอร์มิต (ปิเตอร์ นักพรต ถือไม้เท้าท่องเที่ยวไปในเมืองต่าง ๆ ในทวีปยุโรป ได้ป่าวประกาศข่าวเรื่องที่พวกคริสเตียนไปอยู่ในปาเลสไตน์เพื่อรอวันโลกแตก แล้วได้รับการข่มเหงจากพวกสัลยูก พร้อมทั้งได้ปลุกระดมให้พวกคริสเตียนรวมกำลังกันไปตีปาเลสไตน์กลับคืนมา)

สงครามครูเสด มีการทำสงครามและพักรบ เป็นช่วง ๆ หลายครั้ง ยุติลงเมื่อ ค.ศ.1291 เมื่อพวกครูเสดถูกอียิปต์ยึดครอง ทำให้กองทัพจากยุโรปไม่สามารถเอาชนะจักรวรรดิมุสลิมได้

กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในศึกครั้งนี้ อาทิ พระเจ้าริชาร์ด ใจสิงห์ (Richard the lionheart) อังกฤษ และ ซาลาดิน ของฝั่งอิสลาม

กำเนิดชาติรัฐ (เริ่มประวัติการก่อตั้งเป็นประเทศต่าง ๆ ในยุโรป)

ค.ศ.1273 จักรพรรดิเป็นตำแหน่งไม่มีอำนาจ ขุนนางและผู้ครองแคว้นต่าง ๆ แตกแยกออกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย ระบบศักดินาเริ่มเสื่อมสลาย เกิดสงคามระหว่างขุนนาง ภายในประเทศ

ศตวรรษที่ 14-15 ขุนนางเริ่มเสื่อมอำนาจ เปิดโอกาสให้ระบบกษัตริย์รวบรวมก่อตั้งเป็น “ชาติรัฐ” ขึ้นมา ระหว่างนี้เกิดสงครามร้อยปี ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสขึ้น

สงครามร้อยปี

สงครามร้อยปีเป็นความขัดแย้งระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส นาน 116 ปี นับ ค.ศ. 1337 ถึง 1453

เริ่มจากการอ้างสิทธิ์ของกษัตริย์อังกฤษเหนือบัลลังก์ฝรั่งเศส คำที่นักประวัติศาสตร์ใช้นิยามสงครามความขัดแย้งแบ่งได้สามถึงสี่ช่วง คือ สงครามยุคเอ็ดเวิร์ด(Edwardian War 1337-1360) สงครามยุคแครอไลน์ (Caroline War 1369-1389) สงครามยุคแลงคาสเตอร์ (Lancastrian War 1415-1429)

อังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ชาวนอร์มังดีบุกไปชิงราชบังลังก์ที่เกาะอังกฤษเพราะยังอยากที่จะได้ดินแดนของบรรพบุรุษกลับมาอีกครั้ง อังกฤษกับฝรั่งเศสจึงทำสงครามกันเรื่อยมา

ช่วงหลังของสงครามอังกฤษสามารถบุกเข้าไปยึดดินแดนของฝรั่งเศสได้จนเกือบจะสิ้นชาติ แต่ก็มีการมาถึงของหญิงสาว “ฌานดาร์ค” (โจนออฟอาร์ค) Jon of Arc สาวชาวนาผู้ได้รับนิมิตจากพระเจ้าให้นำฝรั่งเศสไปสู่เอกราชจากพวกอังกฤษ

แต่ไม่ทันที่จะจบสงคราม โจน ก็ถูกฝรั่งเศสทรยศ จับตัวส่งไปให้อังกฤษเผาทั้งเป็น ในข้อหาว่าเป็นแม่มด แต่การกระทำของโจนก็ไม่เสียเปล่าพวกฝรั่งเศสขับไล่อังกฤษออกจากประเทศได้ สำเร็จ

นักปราชญ์แห่งยุค
เซนต์ออกัสติน ค.ศ.354-430 เขียนเรื่อง The city of god เป็นวรรณกรรมทางศาสนาที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดของชาวคริสต์
เซนต์โธมัส อะไควนัส ค.ศ.1224-1274 เขียนเรื่อง Summa Theological เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อและศรัทธาอย่างมีเหตุผล

การล่มสลายของกรุงคอนสแตนติโนเปิล (โรมันตะวันออก)
หลังจากการล่มสลายของกรุงโรม โรมันทางฝั่งตะวันออกก็ค่อยๆ ลืมเลือนความยิ่งใหญ่ของตัวเองในฟากตะวันตกไปหมด จักรพรรดิองค์ต่อๆ มาก็ไม่ใช่คนจากอิตาลีอีกต่อไป แต่เป็นชาวกรีกดั้ง เดิมที่อยู่มาก่อนพวกโรมัน

พวกกรีกเมื่อไม่รู้สึกถึงคุณค่าของความเป็นโรมันก็ตั้งชื่ออาณาจักรใหม่เป็น “ไบแซนไทน์” (Byzantine) ตามชื่อเก่าของเมืองคอนสแตนติโนเบิลเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในยุโรปยุคมืด

แต่ชาวอาหรับที่ขยายอำนาจออกมาก็ทำให้ไบแซนไทน์เสื่อมอำนาจลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาเสียกรุงให้กับชาวเติร์ก (Turk) ทำให้กรุงไบเซนติอุมกลายเป็นเมืองหลวงในชื่อ อิสตันบูล (Istanbul) จนถึงปัจจุบัน